วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โครงงาน เรื่อง ไพลหอมมหัศจรรย์

คณะผู้จัดทำ
นายฉัตรชัย มรกตพรรณ เลขที่ 1
นายธนากร เลิศแก้ว เลขที่ 5
นายวัชระพงษ์ พะโรงรัมย์ เลขที่ 10
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2



ที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูรตนัตตยา จันทนะสาโร

โรงเรียนภัทรบพิตร อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์





บทคัดย่อ

ในการทำโครงงาน ไพลหอมมหัศจรรย์ มีจุดมุ่งหมายในการใช้สมุนไพรไทยให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไพล เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นและเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ ทางการรักษาอาการ วิงเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และแมลงสัตว์กัดต่อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำยาหม่องจากไพลซึ่งเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นจึงเหมาะแก่การนำมาศึกษาและเราสามารถลดต้นทุนในการใช้จ่ายค่ายารักษาโรค และลดการใช้ยาที่เป็นสารเคมีได้
โครงงาน ไพลมหัศจรรย์ เป็นการทดลองเกี่ยวกับ การทำยาหม่องจากไพล ถ้าไพลมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ ดังนั้นยาหม่องที่ทำจากไพล จะมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการ วิงเวียนศีรษะปวดเมื่อยตามร่างกาย และแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ในการทดลองเราจะแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ขั้นตอน จะมีไพลเป็นตัวแปรต้น และปริมาณของ น้ำมันระกำ การพลู เมนทอล วาสลีน น้ำมันมะพร้าว พาราฟิน ไพลแห้งในปริมาณต่างๆ เป็นตัวแปรที่ต้องควบคุม โดยขั้นตอนที่ 1 จะมีวิธีการทำดังนี้ นำไพรสดมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด และนำมาหันให้เป็นแว่นๆบางๆ และนำไปตากแดดให้แห้ง และนำมาเจียวกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ที่ตั้งกับไฟให้ร้อน แล้วเคี่ยวจนไพลเหลือง กรอบ แล้วจะได้น้ำมันไพลที่เจียว แล้วจากนั้นนำส่วนผสมดังนี้ได้แก่ น้ำมันระกำ 20 cc น้ำมันยูคาลิปตัส 10 cc และกระบูน เมนทอล ที่บดละเอียดแล้วผสมให้เข้ากันกับน้ำไพลที่เจียวไว้ จากนั้นนำ พาราฟิน ตั้งไฟพอร้อนจนละลาย นำส่วนผสมทั้งหมดผสมลงไปในพาราฟิน แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็นำใส่บรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ ก็จะได้ยาหม่องที่ทำจากไพล ตอนที่ 2 ก็ทำเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 ทุกอย่าง แต่ใช้ไพลในปริมาณเพียง 50 กรัม และขั้นตอนที่ 3 ก็ทำเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 ทุกอย่างแต่ใช้ไพลในปริมาณ 150 กรัม
การทดลองตอนที่ 1 ได้ผลดีที่สุดซึ่ง จึงเหมาะกับการนำไปทำเป็นยาหม่องเพราะมีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณในการใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 แต่ยาหม่องจะมีสรรพคุณใกล้เคียงกัน แต่ผู้ใช้นิยมยาหมองตอนที่ 1 มากกว่า เพราะตอนที่ 2 มีกลิ่นแรงเกินไป ตอนที่ 3 ไม่ค่อยมีกลิ่น ซึ่งเกิดจากในการใช้ปริมาณของไพรที่เป็นตัวกำหนด สามารถสรุปได้คือ การใช้ไพลต้องใช้ในปริมาณพอเหมาะจึงจะได้ผลตามที่คาดหวังและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน
เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในหลายๆด้าน เช่นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสมุนไพรไทยได้อีกมาก ประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพทำให้มีอาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำสมุนไพรท้องถิ่นที่หาง่ายมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ช่วยประหยัดทรัพยากรทางธรรมชาติ และจัดสรรทรัพยากรอย่างประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี มาใช้ในการรักษาโรค และทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมุนไพรของไทยที่มีอยู่ในท้องถิ่น

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

เนื่องจากกลุ่มของข้าพเจ้าได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของสมุนไพรไทย ซึ่งพบว่าพื้นที่ในชุมชนของเรามีสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดีกว่าจะปล่อยทิ้งไว้ไม่เกิดประโยชน์ และสมุนไพรในพื้นที่มีในปริมาณมากเมื่อสำรวจจึงพบว่า ไพล ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางการรักษาโรคและอาการต่างๆได้มากชนิดหนึ่งและหาได้ง่าย ซึ่งมีอยู่แทบทุกหมู่บ้านและเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย ดังนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้นำไพลมาศึกษาทำโครงงานถึงสรรพคุณของไพล ที่มีชื่อว่า ไพลหอมมหัศจรรย์

ขอบเขตของการทำการศึกษา

- ในการทำโครงงานครั้งนี้ใช้สมุนไพรคือ ไพล เพื่อที่จะใช้สรรพคุณของไพลมาทำยา ลดการใช้สารเคมี และจัดสรรทรัพยากรในพื้นที่ที่มีอยู่มากให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
- ศึกษาโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ตามหมู่บ้านโพธิ์ไทร และพื้นที่ข้างเคียง

สมมุติฐานของการศึกษา

ถ้าไพลมีสรรพคุณที่ใช้รักษาโรคได้ ดังนั้น ยาหม่องที่ทำจากไพลจะมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้ปวดเมื่อย และแมลง สัตว์ กัดต่อย

ตัวแปร

ตัวแปรต้น
- ไพล
ตัวแปรตาม
- มีสรรพคุณในการรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้ปวดเมื่อย และแมลง สัตว์ กัดต่อย

ตัวแปรควบคุม
- น้ำมันระกำ 20 cc
- กระบูน 10 g
- เมนทอล 15 g
- วาสลีน 100 g
- น้ำมันมะพร้าว 200-300 cc
- พาราฟิน 15 g
- น้ำมันยูคาลิปตัส 10 cc
- ไพลแห้ง 50 g
- ไพลแห้ง 100 g
- ไพแห้ง 150 g

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
1. วัสดุ
-ไพลสด 100 g
- น้ำมันระกำ 20 cc
- กระบูน 10 g
- เมนทอล 15 g
- วาสลีน 100 g
- น้ำมันมะพร้าว 200-300 cc
- พาราฟิน 15 g
- น้ำมันยูคาลิปตัส 10 cc





2. อุปกรณ์
- กระทะ
- มีด
- ตะหลิว
- เตาแก๊ส
- กระบอกตวงสาร
- ตาชั่ง
- ขวดบรรจุภัณฑ์
- หม้อ
- ช้อน



3.วิธีการทดลอง


ตอนที่ 1
1. ขั้นตอนการเดรียมวัสดุ
- นำไพลสดมาล้างทำความสะอาดให้สะอาดผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำมาหั่นเป็นแว่น บางๆ แล้วนำไปตากแดดจนแห้กรอบ
- นำน้ำมันมะพร้าว 300 cc ตั้งไฟให้ร้อนแล้วนำไพล 100 g ลงไปเจียวจนจนไพรเหลืองกรอบ แล้วนำกากไพลออกเอาแต่น้ำมันที่เจียวได้มา 30 cc
- บด กระบูน และเมนทอลให้ละเอียด













2. ขั้นตอนการผสมยา
- นำน้ำมันที่เจียวได้ 30 cc น้ำมันระกำ 20 cc น้ำมันยูคาลิปตัส 10 cc มาผสมแล้วคน
ให้เข้ากันตั้งพักไว้












- นำกระบูน 10 g และเมนทอล 15 g ที่เตรียมไว้ผสมให้เข้ากัน





-นำพาราฟิน 15 g ตั้งไฟให้ละลายแล้วนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ทั้งหมดใส่ลงไปแล้วคนให้เข้ากัน











- เตรียมบรรจุภัณฑ์ แล้วนำส่วนผสมที่เสร็จเรียบร้อยบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่







ตอนที่ 2
- ทำเช่นเดียวกับ ตอนที่ 1 แต่ลดจำนวนไพลเหลือเพียง 50 g


ตอนที่ 3
- ทำเช่นเดียวกับ ตอนที่ 1 แต่ลดจำนวนไพลเหลือเพียง 150 g



3. บันทึกผล














สรุปผลการทดลอง

การทดลองตอนที่ 1 ได้ผลคือ มีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณในการใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 แต่ยาหม่องจะมีสรรพคุณใกล้เคียงกัน แต่ผู้ใช้นิยมยาหมองตอนที่ 1 มากกว่า เพราะตอนที่ 2 มีกลิ่นแรงเกินไป ตอนที่ 3 ไม่ค่อยมีกลิ่น ซึ่งเกิดจากในการใช้ปริมาณของไพลที่เป็นตัวกำหนด และยาหมองมีสรรพคุณคือ ใช้ดมบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และแมลงสัตว์กัดต่อย สามารถสรุปได้ดังนี้ การใช้ไพลต้องใช้ในปริมาณพอเหมาะจึงจะได้ผลตามที่คาดหวังและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ


1. สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสมุนไพรไทยได้อีกมาก
2. สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพ หรือรายได้เสริม
3. ทำให้ทราบถึงสรรพคุณของไพร
4. ทำให้เรานำสมุนไพรท้องถิ่นที่หาได้ง่ายมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ดีกว่าปล่อยไว้ให้เปล่าประโยชน์
5. ไม่ต้องพึ่งสารเคมีในปริมาณมากมาใช้ในการรักษา
6. ช่วยประหยัดทรัพยากรทางธรรมชาติและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า
7. ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมุนไพรในท้องถิ่น
8. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการหายารักษา

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะ
1. ไพรต้องใช้หัวที่แก่ จึงจะได้สรรพคุณมากและเหมาะกับการทำยาหม่อง เพราะไพรเมื่อหัวแก่จะมีกลิ่นหอม
2. ควรใช้น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ยาหม่องจึงจะมีกลิ่นหอม เพราะถ้าใช้
น้ำมันชนิดอื่น เช่น น้ำมันพืช หรือน้ำมันถั่วเหลือง อาจมีกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมัน
3. ทุกขั้นตอนควรทำอย่างสะอาดและระมัดระวัง
4. บรรจุภัณฑ์ควรผ่านการฆ่าเชื้อก่อน และควรเป็นแก้ว เพราะถ้าใช้พลาสติกจะละลายได้

บรรณานุกรม

วีรชัย มาศฉมาดล. ผัก-อาหารก็เป็นยาได้. สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
จำกัด, 2530.
นฤคม บุญหลง. 2525. หลักการอุตสาหกรรมเกษตร คณะอุตสาห-
กรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.