ในการทำโครงงาน ไพลหอมมหัศจรรย์ มีจุดมุ่งหมายในการใช้สมุนไพรไทยให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไพล เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นและเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณ ทางการรักษาอาการ วิงเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และแมลงสัตว์กัดต่อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำยาหม่องจากไพลซึ่งเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นจึงเหมาะแก่การนำมาศึกษาและเราสามารถลดต้นทุนในการใช้จ่ายค่ายารักษาโรค และลดการใช้ยาที่เป็นสารเคมีได้
โครงงาน ไพลมหัศจรรย์ เป็นการทดลองเกี่ยวกับ การทำยาหม่องจากไพล ถ้าไพลมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ ดังนั้นยาหม่องที่ทำจากไพล จะมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการ วิงเวียนศีรษะปวดเมื่อยตามร่างกาย และแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ในการทดลองเราจะแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ขั้นตอน จะมีไพลเป็นตัวแปรต้น และปริมาณของ น้ำมันระกำ การพลู เมนทอล วาสลีน น้ำมันมะพร้าว พาราฟิน ไพลแห้งในปริมาณต่างๆ เป็นตัวแปรที่ต้องควบคุม โดยขั้นตอนที่ 1 จะมีวิธีการทำดังนี้ นำไพรสดมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด และนำมาหันให้เป็นแว่นๆบางๆ และนำไปตากแดดให้แห้ง และนำมาเจียวกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ที่ตั้งกับไฟให้ร้อน แล้วเคี่ยวจนไพลเหลือง กรอบ แล้วจะได้น้ำมันไพลที่เจียว แล้วจากนั้นนำส่วนผสมดังนี้ได้แก่ น้ำมันระกำ 20 cc น้ำมันยูคาลิปตัส 10 cc และกระบูน เมนทอล ที่บดละเอียดแล้วผสมให้เข้ากันกับน้ำไพลที่เจียวไว้ จากนั้นนำ พาราฟิน ตั้งไฟพอร้อนจนละลาย นำส่วนผสมทั้งหมดผสมลงไปในพาราฟิน แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็นำใส่บรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ ก็จะได้ยาหม่องที่ทำจากไพล ตอนที่ 2 ก็ทำเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 ทุกอย่าง แต่ใช้ไพลในปริมาณเพียง 50 กรัม และขั้นตอนที่ 3 ก็ทำเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1 ทุกอย่างแต่ใช้ไพลในปริมาณ 150 กรัม
การทดลองตอนที่ 1 ได้ผลดีที่สุดซึ่ง จึงเหมาะกับการนำไปทำเป็นยาหม่องเพราะมีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณในการใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 แต่ยาหม่องจะมีสรรพคุณใกล้เคียงกัน แต่ผู้ใช้นิยมยาหมองตอนที่ 1 มากกว่า เพราะตอนที่ 2 มีกลิ่นแรงเกินไป ตอนที่ 3 ไม่ค่อยมีกลิ่น ซึ่งเกิดจากในการใช้ปริมาณของไพรที่เป็นตัวกำหนด สามารถสรุปได้คือ การใช้ไพลต้องใช้ในปริมาณพอเหมาะจึงจะได้ผลตามที่คาดหวังและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน
เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในหลายๆด้าน เช่นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสมุนไพรไทยได้อีกมาก ประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพทำให้มีอาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำสมุนไพรท้องถิ่นที่หาง่ายมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ช่วยประหยัดทรัพยากรทางธรรมชาติ และจัดสรรทรัพยากรอย่างประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี มาใช้ในการรักษาโรค และทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมุนไพรของไทยที่มีอยู่ในท้องถิ่น
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น